อาหารคู่ ชูสุขภาพ คู่ที่ 5

อาหารคู่ ชูสุขภาพ คู่ที่ 5

สมุนไพรและอาหาร
ดูแลผู้ป่วยไตอักเสบชนิดเฉียบพลัน
และชนิดเรื้อรังระยะแรก

อาหารคู่ ชูสุขภาพ คู่ที่ 5…
โดย หมอแผนไทย ชาคริยา หลินนส์

สุขภาพร่างกายภายในภายนอกแข็งแรง
สุขภาพจิตดี สู่ชีวิตยืนยาว… ดั่งคำที่ว่า
“ อยู่อย่างสง่า ชราอย่างมีคุณภาพ
และจากไปโดยสงบ”

ไตอักเสบ โดยทั่วไปทางคลินิกแบ่งเป็น
ไตอักเสบชนิดเฉียบพลัน
และไตอักเสบชนิดเรื้อรัง
มีลักษณะสำคัญคือ มีอาการบวม
ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะมีแอลบูมิน(Albuminuria)
และกลุ่มเซลล์รูปหลอด (Corsts) [1]
ทางแพทย์จีนจัดอยู่ในจำพวก “บวมน้ำ”
หลักในการรักษาโรคนี้คือ
ขณะที่ไตอักเสบอยู่ระยะเฉียบพลัน
ให้ยาจำพวกขับร้อน ขับปัสสาวะ
แก้พิษ ส่วนไตอักเสบชนิเรื้อรัง
ให้ยาจำพวกบำรุงเสริมม้าม
และไต อุ่นหยาง ขับน้ำ [2]
ส่วนทางการแพทย์แผนไทย “ปิหกังหรือไต”
ทำหน้าที่ดึงน้ำในร่างกาย
ที่เป็นส่วนเกินลงสู่ถุงปัสสาวะ
ผู้ป่วยโรคไตจะเกี่ยวกับธาตุลมหย่อน
หรือพิการ ซึ่งลมในที่นี้คือลมอุงคมาวาตา
และลมอโธคมาวาตา (ลมอุทธังคมาวาตา
คือ ลมที่ทำหน้าที่พัดจากสะดือ
ถึงสมองศีรษะหรือตั้งแต่กระเพาะอาหาร
ถึงลำคอ ได้แก่ อาการเรอ เป็นต้น
ลมอโธคมาวาตา คือ ลมที่ทำหน้าที่พัดจาก
ลำคอถึงปลายเท้าหรือตั้งแต่
คอถึงทวารหนัก ได้แก่ อาการผายลม เป็นต้น
ยังทำหน้าที่สัมผัสกับลมหายใจเข้า
และผลักดัน อพัทธปิตตะ
เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย)
ซึ่งการทำงานของไตจะไปเกี่ยวคล้องกับหัวใจ
เมื่อใดที่ธาตุลมทั้งสองหย่อน
หรือพิการผลักดันน้ำในร่างกาย
ที่เป็นส่วนเกินจากไตลงสู่ถุงปัสสาวะไม่ได้
ก็จะเกิดอาการไตหรือกรวยไตอักเสบ
ทำให้แขนขาบวมเพราะ
กล้ามเนื้อไตบวมไปด้วยน้ำ
หลักการรักษาแผนไทยคือ
ให้ตำรับยารสเย็น และรับประทานสมุนไพรรสเย็น
และหวานเช่น บวบ เห็ดหูหนู เม็ดบัว
ถั่วเขียว รากบัวสด แตงโม และผักสด ผลไม้[3]

*ข้อควรระวังการใช้ยาสมุนไพร
ในผู้ป่วยโรคไต คือ ไม่ให้ยารสร้อน
เช่น ธรณีสัณฑฆาต
ถึงในสรรพคุณจะบ่งว่ารักษา
แก้กระษัย ไตพิการ ท้องผูก
จะยิ่งทำให้การงานของไตแย่ลงไปอีก [4]

อาหารสำหรับผู้ป่วยไตอักเสบชนิดเฉียบพลัน

 

1.นำผักกาดขาว หนัก 600 กรัม
ลูกเดือย 60 กรัม ต้มไฟปานกลาง
โดยไม่ต้องใส่เกลือแกงแล้วรับประทาน
สูตรอาหารนี้ช่วยบำรุงม้าม
ขับปัสสาวะและลดอาการบวม [2]

 

2.น้ำรากหญ้าคา นำรากหญ้าคา หนัก 120 กรัม
ล้างสะอาด หั่นแล้วใส่น้ำเดือดลงไป
แช่ทั้งไว้นาน 10 นาที ดื่มบ่อยๆ 

ตำรับนี้บำรุงไต แก้อ่อนเพลีย
ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปวด
ลดอาการบวม ปัสสาวะน้อย
และมีความดันโลหิตสูง [5]

ผักกาดขาว ชื่อสามัญ Chinese Cabbage
ผักกาดขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Brassica rapa L. (Brassica pekinensis var.
cylindrica Tsen & S.H.Lee)
(ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Brassica chinensis var. pekinensis (Lour.) V.G. Sun)
จัดอยู่ในวงศ์ผักกาด (BRASSICACEAE
หรือ CRUCIFERAE)
ผักกาดขาว มีชื่อเรียกอื่นว่า ผักกาดขาวปลี,
แปะฉ่าย, แปะฉ่ายลุ้ย เป็นต้น
มีรสเผ็ดหวาน คุณสมบัติเย็น (เป็นยิน)
ช่วยย่อย แก้ไอมีเสมหะ ไม่มีเสียง
อาเจียนเป็นโลหิต ท้องเสีย
เมล็ด: มีรสเผ็ดหวาน คุณสมบัติเป็นกลาง
แก้ไอมีเสมหะ และหืด ช่วยให้ย่อย ท้องเสีย
ใบ: มีรสเผ็ดขม คุณสมบัติเป็นกลาง
ช่วยย่อย เจ็บคอ ท้องเสีย ขับน้ำนม [6]
สรรพคุณ ขับปัสสาวะ,กระตุ้นระบบขับถ่าย,
ป้องกันมะเร็งลำไส้,บำรุงเม็ดเลือดแดง,
ทำให้ผิวสวย,บำรุงกระดูก,ช่วยซ่อมแซมร่างกาย,
ช่วยลดไขมันเลว,ทำให้รู้สึกสดชื่น,
สร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง,ลดน้ำหนัก,
บรรเทาอาการไอ,แก้โรคเหน็บชา

ข้อควรระวัง
1.สิ่งที่ต้องระวังคือ การกินผักกาดขาวตอนเน่า
อาจทำให้เกิดพิษได้ง่าย
เนื่องจากแบคทีเรียกับเกลือไนเตรท
ที่มีอยู่ในผักกาดขาวจะทำปฏิกิริยาต่อกัน
ส่งผลทำให้ธาตุเหล็ก
และฮีโมโกบีนในร่างกายสูงขึ้น
ทำให้เลือดขาดออกซิเจน
จนก่อให้เกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้
อาเจียน หัวใจเต้นแรง
และอาจรุนแรงจนถึงขั้นหมดสติได้
2.ผู้ที่อาหารไม่ย่อย ม้ามพร่อง
ควรเลี่ยงทาน เพราะผักกาดขาวจะ
เข้าไปกระตุ้นกระเพาะอาหาร
และลำไส้ให้ทำงานหนักมากยิ่งขึ้น
จนอาจทำให้เกิดผลกระทบตามมาดังกล่าวได้
แม้ว่าผักกาดขาวจะมีสรรพคุณ
ช่วยในการย่อยอาหารก็ตาม
3.เสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ผักกาดขาวจะช่วยในเรื่องของ
การขับปัสสาวะ หากรับประทานมากเกินไป
ก็จะส่งผลทำให้น้ำภายในร่างกายถูกขับออก
เสี่ยงทำให้ไตสามารถเกิดการ
ติดเชื้อบริเวณทางเดินปัสสาวะได้มากขึ้น
4.เสี่ยงความดันโลหิตต่ำ
ผักกาดขาวจะมีโพแทสเซียม
ที่ช่วยในการควบคุมระดับความดันโลหิต
ถ้าหากรับประทานมากเกินไป
จะทำให้ความดันโลหิต
ภายในเลือดอยู่ในระดับต่ำ
และทำให้เกิดอาการคลื่นไส้
รวมถึงอาการอื่นๆ อีกได้
5.รบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
ธาตุเหล็กที่อยู่ในผักกาดขาว
มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคโลหิตจาง
แต่หากธาตุเหล็กมากเกินไปในร่างกาย
อาจจะส่งผลทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
เพราะรบกวนการทำงาน
ของระบบภูมิคุ้มกันไปด้วยนั่นเอง

ลูกเดือย ชื่อสามัญ Adlay,
Adlay millet, Job’s tears
ชื่อวิทยาศาสตร์ Coix lacryma-jobi L.
จัดอยู่ในวงศ์หญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อย PANICOIDEAE
ลูกเดือย เป็นธัญพืชที่จัดอยู่ใน
ตระกูลเดียวกับข้าว
เป็นพืชที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
มีเส้นใยอาหารสูง มีลักษณะของต้น
คล้ายต้นข้าวโพด ลักษณะของเม็ดจะเป็นสีขาว
ออกกลม ๆ รี ๆ รสชาติออกมันเล็กน้อย
ลูกเดือยมีทั้งที่กินได้และกินไม่ได้
ชนิดที่กินได้นั้นจะมีเปลือกผลอ่อน
ซึ่งเรียกว่าเดือยกิน ปลูกไว้เพื่อใช้
ทำเป็นอาหารและยา
สรรพคุณ บำรุงไต ช่วยในการขับปัสสาวะ
ช่วยบำรุงปอด ม้าม ช่วยในการย่อยอาหาร
และบำรุงกระเพาะอาหาร ป้องกันโรคเหน็บชา
ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์
แก้อาการปวดข้อ ช่วยต้านการอักเสบ

หญ้าคา ชื่อสามัญ Alang-alang,
Blady grass (หญ้าใบมีด),
Cogongrass, Japanese bloodgrass,
Kunai grass, Lalang, Thatch grass[5]
ชื่อวิทยาศาสตร์ Imperata cylindrica (L.) Raeusch. [5]
จัดอยู่ในวงศ์หญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE)[5]
สมุนไพรหญ้าคา มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า
หญ้าหลวง หญ้าคา (ทั่วไป),
สาแล (มลายู-ยะลา-ตานี),
กะหี่ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่),
บร่อง (ปะหล่อง), ทรูล (ลั้วะ),
ลาลาง ลาแล (มะลายู),
แปะเม่ากึง เตี่ยมเซากึง (จีน-แต้จิ๋ว),
คา แฝกคา ลาแล เก้อฮี เป็นต้น
รากรสหวานเย็น สรรพคุณ กินเป็นยาขับปัสสาวะ
บำรุงไต ใช้ลำต้นสดหรือแห้ง
นำมาปรุงเป็นยาแก้โรคไต ส่วนของใบ
ใช้ปรุงเป็นยาต้มอาบ ผื่นคัน แก้ลมพิษ
และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ส่วนของดอก
ใช้ปรุงเป็นยารับประทานแก้ปวด
นำมาตำเป็นยาพอกแผลอักเสบ
บวมฝีมีหนอง และ อุจจาระเป็นเลือด
ราก ใช้ปรุงเป็นยา แก้ร้อนใน
แก้ไอกระหายน้ำ เป็นยารับประทานเพื่อห้ามเลือด
แก้เลือดกำเดาไหล
และแก้พิษอักเสบในกระเพาะอาหาร [5]

อ้างอิง
1. Gray’s anatomy for students. Drake, RL., Vogl, W. and Mitchell, AWM.
2.หนังสือ 200 ตำรับอาหารสมุนไพรเพื่อสุขภาพ. เกรียงไกร ชวงเกี๊ยะ. หน้า 142,146,149.
3.หนังสือหลักการเบื้องต้นการแพทย์แผนไทย.ชุบ แป้นคุ้มญาติ. 2553.หน้า 142.
4.หนังสือตำรับยาแผนโบราณ 27 ขนาน.ชาคริยา หลินและคณะ.2554. หน้า 38-40.
5.หนังสือสมุนไพรเจ้ากรมเป๋อ. อุทัย สินธุสาร. 2545. หน้า 309.
6.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เว็บไซต์เดอะแดนดอทคอมเรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai).

—————————————————-

17,650 total views, 38 views today